ข่าวเด่น

ข่าวเด่น

รักษาการผู้ว่าการรถไฟฯ แถลงข่าวอุบัติเหตุรถไฟบริเวณสถานีปากท่อ จังหวัดราชบุรี


บ่ายวันนี้ (25 กุมภาพันธ์ 2563) นายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟฯ แถลงข่าวจากกรณีอุบัติเหตุรถไฟขนส่งสินค้าคอนเทนเนอร์ ที่ 722 (หาดใหญ่ - บางซื่อ) ชนกับขบวนรถด่วนพิเศษ ที่ 37 (กรุงเทพ ndash; สุไหงโก-ลก) บริเวณสถานีปากท่อ จังหวัดราชบุรี เมื่อวานนี้ (24 ก.พ. 2563)จากการเกิดอุบัติเหตุ เมื่อเวลา 18.40 น. ของวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 ได้รับแจ้งจากผังควบคุมการเดินรถหัวหินว่า เกิดอุบัติเหตุขบวนรถไฟชนกัน ขณะที่ขบวนรถด่วนพิเศษที่ 37 (กรุงเทพ - สุไหง โก-ลก) เข้าจอดรอทางอยู่บริเวณทางหลีกที่ 2 เพื่อรอหลีกขบวนรถสินค้าเปล่า (คอนเทนเนอร์) ขบวนที่ 722 (ชุมทางหาดใหญ่ - บางซื่อ) ที่จะต้องวิ่งผ่านสถานีปากท่อ แต่เกิดความผิดพลาดทำให้ขบวนรถสินค้าที่ 722 ได้วิ่งเข้าไปชนกับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 37 ที่จอดอยู่ในทางหลีก ทำให้ขบวนรถ 722 หัวรถจักรดีเซล 4210 ตกราง และรถพ่วงบรรทุกตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ติดกับรถจักรจำนวน 5 คัน ตกรางทุกเพลาทุกล้อ สำหรับขบวนรถที่ 37 ตู้รถชั้น 3 ติดกับหัวรถจักรได้รับความเสียหาย จำนวน 2 คัน ลำดับขั้นตอนการดำเนินการหลังเหตุการณ์ 1. นำผู้โดยสารที่บาดเจ็บ เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลปากท่อ มีผู้บาดเจ็บรวม 40 คน (ผู้โดยสาร 36 คน และพนักงานการรถไฟฯ 4 คน) ในจำนวนนี้ นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลปากท่อ 4 คน และส่งต่อโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี 1 คน ที่เหลือ จำนวน 35 คน ทำการรักษาและกลับบ้านเรียบร้อยแล้ว สำหรับความคืบหน้าวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้โดยสารที่ได้รับบาดเจ็บที่ยังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล จำนวน 5 คน สามารถกลับบ้านได้แล้ว จำนวน 3 คน เหลือที่พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลปากท่อ 2 คน สำหรับการดูแลเยียวยารักษาผู้บาดเจ็บเบื้องต้น การรถไฟฯ ดำเนินการดังนี้ 1. จัดกระเช้าของเยี่ยมวงเงินไม่เกิน 3,000 บาท/ราย 2. รับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล โดยออกหนังสือรับรองให้กับทางโรงพยาบาลเพื่อเรียกเก็บเงินจากการรถไฟฯ 3. กรณีผู้บาดเจ็บต้องการไปรับการรักษาพยาบาลต่อเนื่องในพื้นที่อื่น การรถไฟฯ รับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลต่อเนื่องในพื้นที่อื่น การรถไฟฯ รับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลต่อเนื่อง 4. กรณีผู้บาดเจ็บต้องเดินทางกลับภูมิลำเนา สามารถเลือกเดินทางโดยรถไฟ หรือพาหนะอื่น การรถไฟฯ รับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าว 5. กรณีทรัพย์สินเสียหาย จะมีคณะกรรมการพิจารณาเยียวยาค่าเสียหาย2. การรถไฟฯ จัดขบวนรถช่วยการโดยสารออกจากสถานีปากท่อกลับสถานีกรุงเทพ เมื่อเวลา 00.08 น. โดยมีผู้โดยสารเดินทางกลับทั้งสิ้น 90 คน (คนไทย 66 คนและต่างชาติ 24 คน) รวมทั้งจัดรถ ส่งผู้โดยสารที่จะเดินทางไปยัง อ.หัวหิน และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 26 คน ซึ่งทางทหารในพื้นที่จัดรถบัส 40 ที่นั่งรับส่ง ออกเดินทาง เวลา 24.00 น ซึ่งการรถไฟฯ ได้รับความร่วมมือจากผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นายอำเภอปากท่อ หน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หน่วยงานทหาร สถานีตำรวจภูธรปากท่อ จิตอาสา กู้ภัยและมูลนิธิ และประชาชนในพื้นที่ ร่วมกันอำนวยความสะดวกกำกับดูแลเหตุการณ์ โดยจัดเตรียมอาหาร น้ำดื่ม และที่พักคอยที่สถานีตำรวจภูธรปากท่อ3. การรถไฟฯ ได้จัดส่งคณะกรรมการเหตุอันตรายกลางตรวจสอบสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเบื้องต้นสันนิฐานว่าว่าน่าจะเกิดจากการสับประแจผิดพลาด แต่จะต้องมีการสอบสวนอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อนำมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไขข้อผิดพลาดต่อไป4. ขบวนรถสินค้าคอนเทนเนอร์ ที่ 722 เป็นตู้คอนเทนเนอร์เปล่า มีรถพ่วงในขบวน จำนวน 25 แคร่ ซึ่งเป็นของบริษัท ไทยเบฟ 12 แคร่ และบริษัท ทีพีไอ 13 แคร่ สำหรับค่าเสียหายก็จะเป็นไปตามมาตรฐานการรับประกันภัยของการขนส่งสินค้าทั่วไป

อ่านเพิ่มเติม

ท่องเที่ยวทั่วไทยกับการรถไฟ

ท่องเที่ยวทั่วไทยกับการรถไฟ

ข่าวประชาสัมพันธ์

ข่าวประชาสัมพันธ์

การรถไฟแห่งประเทศไทย จัดการประชุมสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน (Market Sounding) ต่อโครงการศึกษาและวิเคราะห์โครงการเพิ่มบทบาทภาคเอกชน ในการเดินรถขนส่งสินค้า (เส้นทางหนองคาย – แหลมฉบัง)


เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมสุวรรณภูมิ เอ โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต กรุงเทพมหานคร การรถไฟแห่งประเทศไทย จัดการประชุมสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชน (Market Sounding) ต่อโครงการศึกษาและวิเคราะห์โครงการเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในการเดินรถขนส่งสินค้า (เส้นทางหนองคาย - แหลมฉบัง) ตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. ๒๕๖๒ การจัดสัมมนาในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการดังกล่าว และมุ่งหวังว่าข้อเสนอแนะและความคิดเห็นต่างๆ ที่ได้รับจากการจัดประชุมสัมมนาจะช่วยให้รายงานผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการมีความสมบูรณ์และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยมีวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนา พร้อมด้วยนายรณชัย จิตรวิเศษ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ชและผู้แทนจากหน่วยงานองค์กรธุรกิจภาคเอกชน นักลงทุน และสื่อมวลชน เข้าร่วมการสัมมนากว่า 100 คนนายวรวุฒิฯ เปิดเผยว่า ตามที่การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการจ้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นที่ปรึกษาเพื่อดำเนินการโครงการศึกษาและวิเคราะห์โครงการเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในการเดินรถขนส่งสินค้า (เส้นทางหนองคาย - แหลมฉบัง) ตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นโครงการศึกษาการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) โดยให้เอกชนร่วมพัฒนาระบบเดินรถด้วยไฟฟ้า (Rail Electrification) และบริการจัดการขนส่งสินค้าทางรถไฟเส้นทางหนองคาย-แหลมฉบัง มูลค่าลงทุน 3 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะสามารถเปิดประมูลได้ปี พ.ศ. 2564 ให้บริการจริงปี พ.ศ. 2569 ldquo;การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการขนส่งสินค้าด้วยระบบราง จึงได้จัดการประชุมการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน (Market Sounding) ต่อโครงการศึกษาและวิเคราะห์โครงการเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในการเดินรถขนส่งสินค้า (เส้นทางหนองคาย ndash; แหลมฉบัง)rdquo; เพื่อนำเสนอข้อมูลรายละเอียดของการศึกษาโครงการให้หน่วยงานธุรกิจภาคเอกชน พร้อมทั้งเปิดรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนต่อการศึกษาโครงการ เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุดการดําเนินงานโครงการในภาพรวมการรถไฟฯ ได้มีโครงการที่จะเปลี่ยนจากการใช้รถจักรดีเซล (Diesel Electric Locomotive) และรถดีเซลราง (Diesel Multiple Unit: DMU) ในปัจจุบัน ไปเป็นรถจักรไฟฟ้าและ Electric Multiple Unit (EMU) เพื่อขนส่งผู้โดยสารและสินค้า โดยได้ทําการศึกษาความเหมาะสมการเดินรถไฟด้วยระบบไฟฟ้าในเส้นทางคู่ 4 เส้นทาง เมื่อ พ.ศ. 2554 ทั้งนี้ ผลการศึกษาได้เสนอแนะว่า การเดินรถไฟด้วยระบบไฟฟ้าในเส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือ มีความเหมาะสมในการพัฒนามากที่สุด เพื่อลดภาระการลงทุนในส่วนของการรถไฟฯ ที่จะต้องเป็นผู้รับภาระเอง และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่การขนส่งทางราง ให้สามารถพัฒนาเป็นระบบขนส่งหลักของประเทศ การรถไฟฯ จึงดําเนินการศึกษาการให้เอกชนเข้ามามี ส่วนร่วมในการลงทุนและให้บริการขนส่งสินค้า ในเส้นทางหนองคาย-แหลมฉบัง (ระยะทางรวมประมาณ 683 กิโลเมตร) มูลค่าการลงทุนระยะ เริ่มแรกประมาณ 26,400 ล้านบาท (30,000 ล้านบาท ตลอดโครงการ) แบ่งเป็น ภาครัฐลงทุนระบบ OCS (Overhead Catenary System) ในขณะที่ภาคเอกชนลงทุนรถจักรไฟฟ้า รถบรรทุกสินค้า(แคร่) และอู่จอด และซ่อมบํารุง รวมทั้ง การพัฒนาระบบรางเพิ่มเติม (ถ้ามี)นายวรวุฒิฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลการวิเคราะห์ความเหมาะสมทางการเงิน (Financial Feasibility) สามารถสรุปได้ว่า การรถไฟฯ ควรเป็นผู้รับผิดชอบการลงทุนในงานโครงสร้างพื้นฐานของระบบเดินรถด้วยไฟฟ้า ในขณะที่ภาคเอกชนผู้ร่วมลงทุนเป็นผู้รับผิดชอบการลงทุนในขบวนรถ และงานอู่จอดและซ่อมบำรุง รวมถึงเป็นผู้ให้บริการขนส่งสินค้าด้วยรูปแบบการร่วมลงทุน PPP Net Cost ซึ่งจะให้ผลประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย และสามารถพัฒนาการขับเคลื่อนการขนส่งทางราง โครงการนี้สามารถให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 22 โดยการรถไฟฯ จะได้ประโยชน์จากการพัฒนาทางคู่เป็นระบบไฟฟ้าเพื่อการเดินรถในอนาคต และได้รับผลตอบแทนจากเอกชนตามสัญญา นอกจากนั้น โครงการนี้จะช่วยลดมลพิษทางอากาศ ลดเวลาในการขนส่ง และเพิ่มสัดส่วนในการขนส่งทางรางสูงขึ้น ตามนโยบายหลัก ของกระทรวงคมนาคม ดังนั้น หากโครงการได้รับความเห็นชอบจาก คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (บอร์ด PPP) แล้ว คาดว่าจะเปิดประมูลได้เร็วที่สุดต้นปี 2564 และจะเปิดให้บริการปี 2569 โดยระยะเวลาของสัญญา ร่วมลงทุน ไม่น้อยกว่า 30 ปี ด้วยรูปแบบการร่วมลงทุนแบบ PPP Net Cost ซึ่งจะสามารถเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการพัฒนาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการขนส่งระบบรางของประเทศได้เป็นอย่างดข่าวประชาสัมพันธ์ 13/2563 วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563

อ่านเพิ่มเติม

ระบบงาน

ระบบงาน